วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

ระบาด หน่วยที่ 8

หน่วยที่ 8 วิทยาการระบาดคลินิก

หลักและวิธีการทางวิทยาการระบาดคลินิก

·         ความหมายของวิทยาการระบาดคลินิก (clinical epidemiology) คือ การนำความรู้ทางการระบาดมาหาคำตอบในการรักษาผู้ป่วยในบริบทของผู้ป่วย  + หาคำตอบที่ดีที่สุดในการวินิจฉัยรักษาตามข้อมูลที่มีอยู่ขณะนั้น
·         หลักการทางวิทยาการระบาดคลินิก ช่วยในการสังเกตการณ์และแปรผลไปสู่ข้สรุปที่ถูกต้องบนหลักการดังนี้
o    การตั้งคำถามที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย เช่น สาเหตุ ความถี่ ปัจจัยเสี่ยง การตรวจแลป ประสิทธิภาพในการรักษา
o    การเลือกผลทางสุขภาพของผู้ป่วย  เช่น การตาย ทุพลภาพ ควาทมไม่สบายใจ ซึ่งต้องศึกษาทำความเข้าใจ พยากรณ์และแปรผล
o    การแสดงผลทางสุขภาพหรือโอกาสในการเกิดเหตุการณ์เชิงปริมาณ เช่น ผู้ป่วยเสียชีวิตกี่คน พิการกี่คน
o    ประชากรกลุ่มตัวอย่าง ต้องใช้กลุ่มประชากรในการศึกษาตรงตามที่กำหนด เช่น การสุ่มระดับสารตะกั่วในเลือดของเด็กในกทม.
o    การจัดการกับอคติ
o    เหตุการณ์ทางคลินิกอาจเกิดจากความบังเอิญ ซึ่งสามารถควบคุมได้ด้วยการวางแผนงานวิจัยที่เหมาะสม
o    การศึกษามีความถูกต้องทั้งภายใน คือผู้ป่วยดีขึ้นจริง และภายนอก คือ สามารถนำข้อมูลไปใช้ในสถานการณ์อื่น
·         หลักจริยธรรมในการวิจัยทางคลินิก
o    เคารพในตัวบุคคล ยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ตัดสินใจได้ด้วยตนเอง
o    คุณประโยชน์ หมายรวมถึงความปลอดภัยของผู้เข้าร่วม แก้ไขปัญหาความเจ็บป่วย สร้างประโยชน์สูงสุดจากงานวิจัย ซึ่งผู้วิจัยต้องมีความชำนาญในเรื่องดังกล่าวเพื่อป้องกันอันตรายได้อย่างทันท่วงที
o    ความยุติธรรม คือมีความเสมอภาคในการกระจายผลประโยชน์ ซึ่งต้องแจงรายละเอียดในเอกสารโครงการงานวิจัย เรื่องการกระจายผลประโยชน์  การบริหารความเสี่ยง และประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นจากงานวิจัย
·         การวินิจฉัยความผิดปกติในกรณีที่มีความผิดปกติไม่ชัดเจนจะอาศัยข้อมูลทางระบาดวิทยาคลินิกในการอ้างว่าน่าจะเป็นโรคดังกล่าว ดังนั้นระบาดวิทยาคลินิกจึงต้องมีความถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ ทั้งการรวบรวม แปลผล นำเสนอ  เนื่งจากจะถูกนำไปประยุกต์ในการดูแลผู้ป่วยต่อไป

การศึกษาทางวิทยาการระบาดคลินิกครอบคลุมการศึกษาด้านต่างๆ ดังนี้
·         การศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวกับการเกิดโรคในวิทยาการระบาดคลินิก แบ่งความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยและโรคได้เป็น
o    ความสัมพันธ์แบบจำเป็นและเพียงพอ ปัจจัยมักเป็นสาเหตุเดียวให้เกิดโรค ไม่ต้องอาศัยปัจจัยอื่น
o    ความสัมพันธ์แบบจำเป็นแต่ไม่พอเพียง คือต้องใช้ปัจจัยอื่นร่วมด้วยจึงจะเกิดโรค
o    ความสัมพันธ์แบบพอเพียงแต่ไม่จำเป็น คือสามารถทำให้เกิดโรคได้โดยไม่ต้องใช้ปัจจัยอื่น แต่โรคอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้
o    ความสัมพันธ์แบบไม่จำเป็นและไม่พอเพียง คือ การเกิดโรคต้องอาศัยหลายปัจจัย แต่ถ้าขาดปัจจัยนี้ก็ยังสามารถเกิดโรคได้
·         การพิจารณาสาเหตุของโรค ว่ามีปัจจัยใดเป็นสาเหตุต้องพิจารณาดังนี้
o    มีความสัมพันธ์แบบเป็นเหตุเป็นผลกันคือมีเหตุเกิดก่อนผล
o    มีความสัมพันธ์ระหว่างโรคและปัจจัยอย่างแนบแน่น เช่นตรวจพบไววัสในเลือดของผู้ป่วย
o    มีความสัมพันธ์กับขนาดของสาเหตุ (dose response relationship)
o    ความสัมพีชันธ์สามารถพิสูจน์ซ้ำได้
o    มีความเป็นไปได้ทางชีววิทยา
o    พิจารณาความเป้ไปได้อื่นแล้ว เช่นสาเหตุอื่นๆ
o    โอกาสที่จะหายจากโรคเมื่อกำจักสาเหตุ
o    ความสัมพันธืที่มีความจำเพาะหมายถึงปัจจัยนี้ก่อโรคเพียงโรคเดียว
o    มีความสอดคล้องของข้อมูลอื่นๆหรือวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ
·         การศึกษาการวินิจฉัยโรค
o    ความเที่ยงตรงของการวินิจฉัยโรค คือประกอบไปด้วยความไวของการตรวจ (sensitivity)+ ความจำเพาะของการตรวจ (specificity) โดยปกติการตรวจที่มีความไวสูงจะมีความจำเพาะต่ำ และความไวต่ำจะจำเพาะสูง จึงต้องเลือกจุดที่มีสูงพอยอมรับได้ทั้งคู่
o    ความแม่นยำของการตรวจวินิจฉัย คือมีการแสดงเป็นตัวเลขทำนาย (predictive value) มีทั้ง positive คือเป็นโรคจริงเมื่อตรวจได้ผลบวก และ negative คือ ไม่เป็นโรคจริงเมื่อตรวจให้ผลลบ  
o    การปรับปรุงความเที่ยงตรง คือ โดยปกติการตรวจที่เที่ยงตรงมากๆจะทำได้ยาก แพง จึงมีการใช้การตรวจที่เที่ยงตรงต่ำกว่าแต่ทำได้ง่ายราคาถูก มาคัดกรองก่อน หากใครได้ผลบวกจึงจะยืนยันด้วยการตรวจที่เที่ยงตรงสูงอีกครั้ง
o    ความสอดคล้องกันของการตรวจสองชนิดที่เป็นการตรวจคนละวิธีจะแสดงออกในรูป
§  ร้อยละของความสอดคล้อง คือหาสัดส่วนร้อยละของผลการตรวจที่ตรงกันทั้งหมดซึ่งรวมถึงความสอดคล้องจากความบังเอิญด้วย
§  ค่าสถิติคัปป้า คือประเมินความสอดคล้องโดยตัดความสอดคล้องจากการบังเอิญออกไป
·         การศึกษาการดำเนินของโรคและการพยากรณ์โรค
o    โรคมีหลายระยะ เช่น  incubation period, preclinical period, clinical phase, communicable period (ระยะติดต่อ)
o    ลักษณะของการแสดงอาการมีทั้งแบบแสดงอาการและไม่แสดงอาการซึ่งอาจเป็น preclinical period, subclicical period, chronic period, latent period, carrier period
o    การบรรยายพยากรณ์โรค สามารถแสดงในเชิงปริมาณได้เป็น
§  อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย
§  อัตราการรอดชีวิตใน 5 ปี วึ่งจะใช้กี่ปีแล้วแต่โรค ระวัง lead time bias ด้วย
§  การรอดชีวิตจากการสังเกต ซึ่งต้องมีสมมุติฐานคือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของโอกาสเสียชีวิต และผู้อยู่ตลอดการศึกษากับออกจากการศึกษาไปมีโอกาสเสียชีวิตเท่ากัน
·         การศึกษาการรักษาและป้องกันโรค
o    การรักษาโรค จะมีการนำไปเปรียบเทียบถึงประสิทธิผล โดยแหล่งข้อมูลที่นำมาเปรียบเทียบเช่น กลุ่มควบคุมในอดีต (historical control)  การสุ่ม (si multanous  non  randomized control)  และการสุ่มแบบ randomized control
o    การป้องกันโรคอาจแบ่งได้ 3 ระดับคือ
§  ปฐมภูมิ คือป้องกันไม่ให้ป่วย เช่น วัคซีน
§  ทุติยภูมิ คือ ป้องกันไม่ให้หลัก เช่น ตรวจมะเร็งปากมดลูก ถ้าพบจะได้เป็นแค่ระยะต้น
§  ตติยภูมิ คือ ป้องกันไม่ให้ทุพลภาพหรือทุกข์ทรมาน เช่น การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย
o    อาการไม่พึงประสงค์ side effect, ADR ,ADE มีทั้งที่เกิดจากการออกฤทธิ์ของผลิตภัณฑ์นั้น และ แบบไม่ทราบสาเหตุ
·         การศึกษาวิทยาการระบาดในห้องปฏิบัติการขั้นสูงเป็นความก้าวหน้าทางการศึกษา ซึ่งเริ่มมีบทบาทสำคัญเนื่องจาก สามารถศึกษาการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่การได้ปัจจัยจนเกิดโรค, ตรวจสารแปลกปลอมปริมาณน้อยได้, ลำดับเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงก่อนเกิดโรคได้, ให้การตรวจที่แม่นยำ, ระบุกลไกระดับเซลล์ได้, เข้าใจความแปรปรวนทางธรรมชาติ, ปรับปรุงการประเมินความเสี่ยง ซึ่งมีรูปแบบการศึกษาคือ
o    การศึกษาระบาดวิทยาระดับโมเลกุล คือเกี่ย่วข้องกับตัวบ่งชี้ชีววิทยาระดับโมเลกุลผนวกกับความรู้ทางวิทยาการระบาดและสถิติ
o    การศึกษาวิทยาการระบาดทางพันธุกรรม คือศึกษาถึงระดับยีน และ mutation ที่ส่งผลทั้งโรคติดเชื้อและโรคไร้เชื้อ
การวางแผนเก็บข้อมูลและรูปแบบการศึกษาวิทยาการระบาดคลินิก
·         ลักษณะข้อมูลทางการแพทย์ มีทั้ง nominal data, ordinal data, continuous data, discrete data (ข้อมูลไม่ต่อเนื่อง)
·         คุณภาพของข้อมูลดูได้จาก
o    ความถูกต้องแม่นยำ (validity)
o    ความน่าเชื่อถือ (reliability) คือ ไม่ว่าจะตรวจกี่ครั้งด้วยวิธีการใดๆจะได้ผลเหมือนเดิม
o    ความสามารถที่จะแปลผลได้ (interpretability) คือข้อมูลสื่อความหมายได้เหมาะสม ชัดเจน
o    ช่วงการวัด (range) เครื่องมือบางอย่างอาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการวัดความผิดปกติที่อยู่นอกช่วง
o    การตอบสนอง (responsiveness) ข้อมูลอาจมีความสัมพันธ์กับขนาดการเปลี่ยนแปลงทางคลินิก ซึ่งบางครั้งการรายงานผลอาจไม่ละเอียดพอ เช่น การรายงานน้ำหนักตัวของทารกเป็นกก.
o    ความแปรปรวน (valiation) คือ ความแตกต่างของข้อมูลที่ได้จากการวัดสิ่งเดียวกันในสถานการณืต่างกันซึ่งอาจมีสาเหตุมีทั้ง
§  ความแปรปรวนที่เกิดจากการวัด เช่น  วิธีการวัด เครื่องมือที่ใช้วัด ซึ่งแก้ไขโดยการวัดอย่างระมัดระวัง หรือวัดหลายครั้งหาค่าเฉลี่ย
§  ความแปรปรวนทางชีวภาพ เช่น ระดับ CD4 ที่ไม่เท่ากันในช่วงเวลาของแต่ละวัน จึงต้องวัดเวลาเดิมเสมอเป็นต้น
·         รูปแบการศึกษาวิทยาการระบาดคลินิก
o    cross sectional study
o    cohort study
o    case control study
o    Nested case control study
o    case cohort study
o    clinical trial study โดยดูถึง
§  สัมฤทธิผล (efficacy) คือความสารถในการป้องกันรักษาในสถาวะที่ผู้ป่วยให้ความร่วมมือทำอย่างเคร่งครัด (อุดมคติ)
§  ประสิทธิผล (effectiveness) คือความสามารถในการป้องกันรักษาในสถานการณ์จริง ซึ่งมักต่ำกว่า efficacy เพราะขาด compliance
§  การศึกษา efficacy มี 4 ระยะ (phase) ตามวัตถุประสงค์ คือ
1.        ทดสอบความปลอดภัย
2.        ทดสอบความปลอดภัยและความสามารถในการรักษาป้องกัน
3.        ทดสอบทางคลินิกเปรียบเทียบความสามารถระหว่างกลุ่มได้ปัจจัยและกลุ่มควบคุม
4.        หลังวางตลาดแล้ว รวบรวมความปลอดภัยและประสิทธิผล
o    meta analysis  ในกรณีที่ข้อมูลมีน้อย หรือcase มีน้อย มีข้อจำกัดหลายประการที่ไม่สามารถศึกษารูปแบบอื่นได้ จะเลือกการศึกษารูปแบบนี้ ซึ่งต้องวางแผนดังนี้
§  ตั้งสมมุติฐาน
§  ออกแบบวิธีเก็บข้อมูล เลือกคัดกรองข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเป็นข้อมูลที่มีคุณภาพ
§  วางแผนวิเคราะห์ข้อมูล

ระบาด หน่วยที่ 15

หน่วยที่ 15 การใช้หลักฐานงานวิจัยทางวิทยาการระบาดในงานสาธารณสุข
คำจำกัดความ  ความสำคัญ ประเภทของหลักฐาน
  • evidenced-base คือ การนำหลักฐานไปใช้ในเรื่องนั้นๆโดยตรง
  • evidenced-information คือ การนำหลักฐานมาพิจารณาร่วมกับปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม
  • หลักฐาน  คือ ข้อเท็จจริงที่หวังจะให้เกิดข้อสรุป คือใช้สนับสนุนให้เกิดข้อสรุปนั่นเอง มีประโยชน์คือ
    • ในแง่การนำไปใช้ในสภาวะมีทรัพยากรจำกัด ทำให้ประหยัดงบ ประหยัดเวลา
    • การกระทำนั้นอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้นั่งเทียนทำนะคะ...
    • ข้อมูลทันสมัยเชื่อถือได้
    • รับประกันว่า เวลาของผู้ปฏิบัติใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพ
    • เป็นประโยชน์มากสุดในการทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับคำถามทางสาธารณสุขที่เป็นเรื่องเฉพาะ
  • คุณสมบัติของหลักฐาน
    • expert opinion ไม่ใช่หลักฐาน แต่เป็นข้อเท็จจริง(หลักฐาน) + การตีความหรือการสรุปจากประสบการณ์
    • ความน่าเชื่อถือของหลักฐานจะดูจากระเบียบวิธีวิจัย
    • การลงความเห็นต่อความเชื่อมั่นในหลักฐานหากเป็นแบบเปิดเผยจะดีกว่าแบบปกปิด เพราะกันความผิดพลาด แก้ไขความไม่เห็นพ้องกันได้
    • หลักฐานจะแปรเปลี่ยนตามบริบท ดังนั้นหากจะนำไปใช้นอกเหนือบริบทต้องลงความเห็น
    • หลักฐานที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในโลกคือหลักฐานระดับโลก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการลงความเห็น
  • การปฏิบัติทางสารธารณสุขซึ่งจัดทำขึ้นจากหลักฐานงานวิจัย เป็นการใช้หลักฐานที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่าง
    • รู้สำนึกหน้าที่  - ตระหนักถึงข้อผูกพันทางศีลธรรม ทำให้ระมัดระวังในการใช้หลักฐาน
    • ชัดแจ้งเปิดเผย - เข้าใจว่าหลักฐานมีความน่าเชื่อถือ เที่ยงตรง นำไปใช้ประโยชน์ได้ขนาดไหน
    • ถูกต้องชอบธรรม  - ใช้ความชำนาญทางคลินิกประเมินหรือดูแลผู้ป่วย
  • การใช้หลักฐาน = การทบทวนหลักฐานที่มี + งานวิจัยอย่างเป็นระบบ + ความชำนาญและความรู้ทางวิชาชีพ + ทรัพยากรที่มี + กฏข้อบังคับ + ค่านิยมทางสังคมหรือวัฒนธรรม
  • หลักฐานเชิงปริมาณ
    • interventions : กิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสุขภาพ  - ควรศึกษาจาก randomized controlled trial
    • frequency/rate : ความถี่/อัตราการเกิดโรค -  cross section ที่มีมาตรฐาน (ประชากรต้องสุ่มมานะ)
    • Diagnotic Test performance: การทำการทดสอบเพื่อวินิจฉัยโรค- case control/cross section
    • risk factor: สาเหตุการเกิดโรค/ปัจจัยเสี่ยง - cohort ติดตามระยะยาว/ case control
    • predicted prognosis: การพยาการณ์โรค- cohort ติดตามระยะยาว/วิจัยการรอดชีวิต
    • economic analize: การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ - cost-effectiveness,cost-benefit analysis
  • หลักฐานเชิงคุณภาพ
    • งานวิจัยที่มีข้อสรุป
    • conceptual study: งานวิจัยเชิงแนวคิด - มักมีมุมมองที่แตกต่างเกิดขึ้นแต่ไม่ได้นำไปสุ่มตัวอย่างเพื่อศึกษาต่อ
    • งานวิจัยเชิงพรรณนา - ไม่ได้รายงานช่วงคำตอบต่างๆไว้ทั้งหมด ตัวอย่างไม่ได้ถูกทำให้หลากหลาย
    • single case study: กรณีศึกษารายบุคคล - นำไปใช้กับบริบทอื่นได้ยาก

การกำหนดคำถาม การสืบค้นหลักฐาน
  • การทำนโยบายส่งเสริมสุขภาพมี 4 ขั้นตอนคือ
    • การกำหนดคำถาม
    • การสืบค้นหลักฐาน
    • การประเมินคุณภาพหลักฐาน
    • การนำหลักฐานไปใช้จัดทำนโยบาย
  • การกำหนดคำถามต้องมีองค์ประกอบ 4  อย่าง (PICO)  โดยซึ่งจะช่วยกำหนดวิธีสืบค้นหลักฐานที่ต้องการ
    1. Population
    2. Intervention/Exposure
    3. Comparison (กลุ่มปกติที่ไม่ได้รับ intervention)
    4. Outcome
  • ระดับของหลักฐาน คือ การบ่งบอกความหน้าเชื่อถือของหลักฐานว่ามีมากหรือน้อย โดยการจำแนกเป็นกลุ่ม ดังนี้
    • การวิเคราะห์เมต้า (meta analysis) คือ การวิเคราะห์หลักฐานจากงานวิจัยเชิงคุณภาพที่หลากหลาย อาจทำให้เกิดการถ่ายโอนข้อมูลหรือเพิ่มพูนข้อค้นพบใหม่ๆ
    • การประเมินผลทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ควรทำแค่ cost-effectiveness อย่างง่ายๆ  โดยจะช่วยดูความสัมพันธ์ของผลลัพธ์ทางสุขภาพกับจำนวนเงินและความเสี่ยงทางสุขภาพว่าคุ้มหรือไม่
    • pre-processed evidence: หลักฐานที่ถูกตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพ ซึ่งมีมาก ทันสมัย เข้าถึงง่าย (ทาง internet) โดยจำแนกความน่าเชื่อถือ(จากมากไปน้อย) ไว้ ดังนี้ 
      • งานวิจัยระบบ คือ แนวทางปฏิบัติ เส้นทางการตัดสินใจที่จัดทำขึ้นจากหลักฐานงานวิจัย ซึ่งมีข้อมูลมากพอเพียงที่จะชี้นำกิจกรรมทางสาธารณสุขได้
      • สรุปประเด็นของการสังเคราะห์งานวิจัย (synopses of synthesis) คือ สรุประเบียบปฏิบัติ ผลลัพธ์ ของงานวิจัยที่ได้ทบทวน
      • การสังเคราะห์งานวิจัย  (systemic review) คือ การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ โดยใช้หลักฐานทั้งหมดที่หาคำตอบได้มาตอบคำถามทางสารธารณสุข  เป็นหลักฐานที่สำคัยมากเพราะหลักฐานนั้นได้ถูกค้นพบและประเมินแล้ว เหมาะกับคนที่มีเวลาน้อยๆ
      • การสรุปประเด็นสำคัญของงานวิจัยเรื่องเดียว (synopses of single study)
      • งานวิจัยเรื่องเดียว (single study)
  • แหล่งของการสืบค้นข้อมูล
    • search engines : เช่น  google
    • electronic database จะมีรายละเอียดของบรรณานุกรม ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับงานวิจัยฉบับเต็มได้
    • subject gateways เป็นการรวบรวมแหล่งหลักฐานงานวิจัย โดยจัดกลุ่มตามวิชา หรือตามสาขาวิชาชีพ เป็นต้น  บางครั้งมีการนำมารวมไว้เป็นเล่มๆ ทำให้สืบค้นหาได้ง่าย

การประเมินหลักฐานเชิงวิพากษ์
  • เป็นการประเมินความสมเหตุสมผล  ขนาดของผลลัพธ์สามารถอ้างอิงสู่ประชากรได้หรือไม่  คุณภาพงานวิจัย  ความเกี่ยวข้องของข้อค้นพบกับการปฏิบัติที่อยู่ในความสนใจ  ว่าเหมาะสมเพียงพอจะนำมาใช้ประโยชน์หรือไม่
  • มีความสำคัญคือ ก่อให้เกิดความสงสัยในเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับชีวการแพทย์ (อาจมีการต่อยอดในอนาคต), ถ่ายโอนความรู้จากหลักฐานที่ตีพิมพ์มาเป็นการปฏิบัติที่มีประโยชน์, มีการประเมินรายงานวิจัยทั้งที่เขียนและไม่เขียนไว้
  • ข้อดี/ข้อเสียของการประเมินเชิงวิพากษ์
    • ช่วยปิดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการปฏิบัติ เนื่องจากสนับสนุนให้ปรัปปรุงคุณภาพสาธารณสุข
    • ให้วิธีการที่เป็นระบบในการประเมินความสมเหตุสมผล ความเที่ยงตรง ผลลัพธ์ และประโยชน์ของงานวิจัย
    • สนับสนุนการประเมินแบบตรงไปตรงมา
    • ทักษะการประเมินเกิดได้ง่าย เครื่องมือการประเมินมีอยู่แพร่หลาย ใช้ง่าย
    • สิ้นเปลืองเวลาในการประเมินครั้งแรกๆ (ต่อมาจะทำได้คล่องเอง)
    • บางครั้งไม่ได้ให้คำตอบเสมอไป หรือได้คำตอบที่เข้าใจยากแก่ผู้อ่าน
    • อาจทำให้ผู้ประเมินสูญเสียความมุ่งหวัง/ความคาดหวัง เพราะงานวิจัยมีคุณภาพไม่ดี
  • กระบวนการประเมินเชิงวิพากษ์โดยใช้ 10 คำถาม
    1. หัวข้องานวิจัยเกี่ยวข้องกับสาขาของผู้ประเมินหรือไม่
    2. งานวิจัยนั้นได้เพิ่มเติมความรู้ใหม่ที่ต่างจากงานวิจัยที่ผ่านมาหรือไม่
    3. คำถามงานวิจัยเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบใด เช่น ประสิทธิผลของการรักษา ความถี่ของเหตุการณ์
    4. รูปแบบงานวิจัยเหมาะสมกับคำถามหรือไม่
    5. มีการกล่าวถึงแหล่งอคติที่อาจเกิดขึ้นไว้หรือไม่ มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ทิศทางใด
    6. การวิจัยได้ทำตามแผนที่วางไว้แต่แรกหรือไม่ บางครั้งอาจทำไม่ได้เพราะขาดกลุ่มตัวอย่าง เป็นต้น
    7. มีการทดสอบสมมุติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ (ทดสอบความแตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ)
    8. การวิเคราะห์ทางสถิติถูกต้องหรือไม่ ข้อมูลที่ขาดหายไปทำอย่างไร ใช้ per protocol  หรือ intention to treat
    9. ข้อสรุปของงานวิจัยสมเหตุสมผลกับข้อมูลจากการศึกษาหรือไม่ บางครั้งมีการขยายจากกลุ่มตัวอย่างไปสู่ประชากรที่เกินขอบเขตจะรับได้
    10. มีความขัดแย้ง/ผลประโยชน์จากการวิจัยหรือไม่  เช่น  ใครออกเงินทุน
  • เครื่องมือที่ช่วยในการวิพากษ์ที่ควรรู้จัก
    • แผนผัง  CONSORT เป็น flow chart แสดงการแบ่งกลุ่มตัวอย่าง ฯลฯ  ใช้ในการวิจัยแบบทดลอง
    • QUARUM  เป็นกรอบแนวทางการวิพากษ์ meta analysis
    • STROBE เป็นกรอบแนวทางการวิพากษ์งานวิจัยเชิงสังเกต

การสังเคราะห์หลักฐาน
  • คือการนำงานวิจัยหลายๆฉบับที่คล้ายคลึงในแง่ของคำถามงานวิจัย  มาหาผลลัพธ์รวม  ซึ่งเรียกว่าค่าประมาณโดยสรุป (summary estimate)
  • ค่าประมาณของผลกระทบในงานวิจัยมีหลายค่า  เช่น RR ซึ่งในแต่ละงานวิจัยที่เลือกมาจะมีค่าแตกต่างกันไป  การนำมาหาค่าประมาณรวมทำโดยการเฉลี่ย  เช่น  RRงานวิจัย 1=2.3 (1.2-3.7)  RRงานวิจัย 2 = 3.5 (2.2-4.6) จะนำค่าในวงเล็บซึ่งเป็นค่าความผิดพลาดมาตรฐานมาเฉลี่ย และต้องหา CI 95% ของค่าเฉลี่ยดังกล่าว
  • ตัววัดผลลัพธ์ทางสุขภาพ (out come) แบ่งเป็น
    • continuous outcome
      • difference between group Means ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
      • standardized difference  ความแตกต่างของค่ากลางที่ปรับมาตรฐานโดยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
      • weighted difference in mean ความแตกต่างของค่ากลางถ่วงน้ำหนัก (ต้องมีหน่วยวัดผลลัพธ์เป็นหน่วยเดียวกัน)
      • standardized weighted Mean difference  ความแตกต่างของค่ากลางถ่วงน้ำหนักที่ปรับมาตรฐาน (ใช้เมื่อหน่วยวัดต่างกัน)
    • Binary outcome  (ผลลัพธ์ประเภท เป็น/ไม่เป็น  เกิด/ไม่เกิด)
      • risk difference ความแตกต่างของความเสี่ยงสัมบูรณ์
      • relative risk ความเสี่ยงสัมพัทธ์
      • odds ratio
      • hazard ratio
      • number needed to treat
  • summary estimate มีวิธีการทำ 2 วิธี คือ
    • a fixed effect model  คืองานวิจัยแต่ละชิ้นมีค่าขนาดผลกระทบเพียงค่าเดียว ค่าสรุปจะหาจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก โดยถ่วงจากความแม่นยำ ความเที่ยงตรงของงานวิจัยแต่ละชิ้น  (น้ำหนักของขนาดผลกระทบคือ 1/d2  เมื่อ d2 คือความแปรปรวนของค่าประมาณขนาดของผลกระทบ)
    • a random effect model คืองานวิจัยแต่ละชิ้นมีค่าขนาดผลกระทบแตกต่างกันไป ซึ่งกำหนดให้เป็น tau (น้ำหนักของขนาดผลกระทบคือ 1/d2 + tau2)
  • การประเมินความไม่เหมือนกันของขนาดผลกระทบของสิ่งทดลองของงานวิจัย กล่าวคืองานวิจัยที่มีประชากรต่างกัน วิธีการวิเคราะห์ต่างกัน  แต่ได้ผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกัน  เราอาจกล่าวว่าผลนั้นเที่ยงตรงและน่าเชื่อถือ  แต่ถ้าผลต่างกันไปไม่สอดคล้องกัน  ก็เป็นโอกาสให้เราหาความแปรปรวนที่เกิดจากงานวิจัยนั้น
  • การสรุปสาระสำคัญของงานวิจัยเชิงทดลอง
    • นำเสนอด้วยตารางสรุปและกราฟ Forest plot ซึ่งแสดงขนาดของผลกระทบพร้อมช่วงความเชื่อมั่น
    • การสังเคราะห์มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาค่าประมาณโดยสรุปของผลลัพธ์ทั้งหมด  และตรวจสอบว่าผลลัพธ์งานวิจัยโดยเฉลี่ยถูกปรับเปลี่ยนโดยปัจจัยอื่นๆอย่างไร
    • ประเมินความไม่เหมือนกันของขนาดของผลกระทบ เช่น ความรุนแรงของโนคที่ต่างกัน อายุ เชื้อชาติ ระยะเวลาติดตาม ฯลฯ
  • การสรุปสาระสำคัญของงานวิจัยแบบสำรวจภาคตัดขวาง (สำหรับความถี่) และงานวิจัย cohort (สำหรับอัตรา)
    • นำเสนอด้วยตารางสรุปที่ให้คำจำกัดความและการวัดผลที่ใช้ และกราฟ Forest plot ซึ่งแสดงขนาดของผลกระทบพร้อมช่วงความเชื่อมั่น
    • ถ้างานวิจัยคล้ายคลึงกันการสังเคราะห์ผลลัพธ์เชิงปริมาณ(ความถี่,อัตรา) สามารถนำมาหาได้โดยตรง แต่ถ้ามีความแปรปรวนจากสาเหตุใดๆ ต้องมีวิธีการสังเคราะห์ที่ซับซ้อนขึ้น โดยหาสาเหตุของความแปรปรวนและพยายามปรับค่า  แต่ถ้าเป็นความแตกต่างที่แท้จริงควรมีการรายงานไว้ด้วย
    • ประเมินความไม่เหมือนกันของความถี่/อัตรา ไม่ว่าผลลัพธ์นั้นจะมีนัยสำคัญหรือไม่ ควรตรวจสอบว่าวิธีการวัดหรือกรอบตัวอย่างในแต่ละงานวิจัยนั้นเหมือนกันหรือไม่
  • การสรุปสาระสำคัญของงานวิจัยแบบทดสอบการวินิจฉัยโรค
    • นำเสนอด้วยตารางสรุปและกราฟความไว (sensitivity),กราฟความจำเพาะ (specificity),กราฟความไวต่อความจำเพาะ (ROC space: พื้นที่บนแกน X และ Y แสดงการแลกเปลี่ยนกันของผลบวกแท้จริงและผลบวกไม่แท้จริง) พร้อมช่วงความเชื่อมั่นในแต่ละกราฟ
    • การสังเคราะห์ผลลัพธ์โดยนำกราฟ ROC มาปรับเป็นกราฟ SROC  (คือเขียนเส้นโค้งเข้าไป)
    • ประเมินความไม่เหมือนกันของความแม่นยำ(ความไว+ความจำเพาะ)
    • การสังเคราะห์หลักฐานงานวิจัยเชิงคุณภาพ  อาจช่วยให้เข้าใจถึงผลกระทบของบริบทต่างๆต่อผลลัพธ์ได้มากขึ้น
    • การสังเคราะห์การประเมินผลทางเศรษฐศาสตร์  เพื่อสรุปสาระคำคัญของหลักฐานเกี่ยวกับประสิทธิภาพเพื่อลดความไม่แน่ใจเกี่ยวกับประโยชนืและต้นทุนที่สัมพันธ์กัน ซึ่งแสดงข้อมูลในรูปตารางว่างานวิจัยแต่ละชิ้นมีผลลัพธ์การทบทวนด้านต้นทุนและผลลัพธ์ทางสุขภาพเปรียบเทียบกันเป็นอย่างไร

การนำหลักฐานไปจัดทำนโยบาย/โครงการส่งเสริมสุขภาพ
  • หลักฐานที่จะนำมาจัดทำนโยบายทางสาธารณสุขจะต้องตอบได้ว่า
    • มีประสิทธิผล คือทำให้เกิดขึ้นได้  it works
    • ต้องการการตัดสินใจ/การกระทำทางนโยบาย คือ แก้ปัญหาได้ it solves problem
    • ให้แนวทางการดำเนินการ it can be done
    • ให้ข้อมูล cost effectiveness คือเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และอาจประหยัดเงินได้
  • ประเภทของหลักฐานที่ใช้ประกอบการพิจารณาทำนโยบาย ได้แก่ งานวิจัย ความรู้และข้อมูลข่าวสาร ความคิดและความสนใจ การเมือง เศรษฐกิจ
  • บทบาทของหลักฐานจากการทบทวนงานวิจัยจำเป็นต้องมีการลงความเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจในนโยบาย ประกอบกับข้อพิจารณาด้านอื่นๆ
  • คำถามในการจัดทำนโยบายทางสาธารณะสุขที่ต้องหาคำตอบให้ได้
    • ปัญหาสาธารณสุขนั้นขนาดใหญ่แค่ไหน สำคัญขนาดไหน
    • ประหยัดต้นทุนด้านการเจ็บป่วยและการรักษาได้แค่ไหน
    • หลักฐานที่นำมาใช้มีการเสนอผลกระทบที่ตามมาหรือต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นภายหลังหรือไม่
    • หลักฐานที่นำมาใช้นั้นดำเนินการในชุมชนที่คล้ายคลึงกับชุมชนที่จะทำนโยบายหรือไม่ มีแนวโน้มจะสำเร็จให้ผลเหมือนกันไหม
    • ความเป็นไปได้ในการปฏิบัติและต้นทุนหรือทรัพยากรที่ต้องจัดเตรียม
    • ถ้าหลักฐานบอว่านโยบายไม่มีประสิทธิผลให้หาว่าเป็นจริงตามหลักฐานบอกหรือนโยบายยังไม่ถูกจำแนกกันแน่
    • ถ้าหลักฐานมีผลลัพธ์ไม่แน่ชัด ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญดู
    • ความคิดเห็นด้านคุณค่าของผู้รับผลประโยชน์ในพื้นที่และความเป็นไปได้ของความสำเร็จ
  • การส่งเสริมสุขภาพซึ่งจัดขึ้นจากหลักฐานงานวิจัย คือ การพัฒนา การดำเนินการ และการประเมินผลแผนงานโดยใช้หลักฐาน
  • แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ
    • เป็นกระบวนการวางแผน ดำเนินการ ประเมินผลแผนงานที่ถูกเปลี่ยนแปลงจากตัวแนวคิดเดิม เพื่อแก้ไขประเด็นทางสุขภาพ
    • มองไปที่ตัวประชากรมากกว่าตัวบุคคล (มุมมองทางระบาดวิทยา)
    • เป็นแบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างสมช.กับสวล. (สังคม วัฒนธรรม กฏหมาย เศรษฐกิจ ฯลฯ)
    • การส่งเสริมสุขภาพดำเนินการทั้งระดับบุคคลและชุมชน คือมุ่งประเด็นไปทั้งวิถีชีวิต การเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนโดยรวม ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม
  • หลักฐานที่ต้องการในการจัดทำแผนงานโครงการส่งเสริมสุขภาพ
    • หลักฐานเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพและโรคที่สนับสนุนข้อความ  “บางสิ่งบางอย่างควรถูกทำขึ้น”
    • หลักฐานเกี่ยวกับประสิทธิผลของกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันโรค ที่สนับสนุนข้อความ “สิ่งนี้ควรถูกทำให้เกิดขึ้น”
    • หลักฐานเกี่ยวกับรูปแบบงานวิจัยที่แตกต่าง ที่สนับสนุนข้อความ “สิ่งนี้ควรถูกทำขึ้นอย่างไร”
  • ความสามารถในการนำหลักฐานไปใช้ และความสามารถถ่ายโอนหลักฐานไปสู่บริบทอื่นในการส่งเสริมสุขภาพ
    • ความสามารถนำหลักฐานไปใช้ (applicability) คือการแปลข้อค้นพบจากงานวิจัยไปสู่กิจกรรมในประชากรกลุ่มที่สนใจ โดยกระทำอย่างซื่อตรงและถูกต้องตามหลักฐาน   สรรหากลุ่มประชากรเป้าหมายที่จะได้ประโยชน์จากโครงการ ดำเนินโครงการอย่าซื่อสัตย์ ถูกต้อง โดยปรับวิธีการนำเสนอข้อมูลไปสู่ผู้รับให้เหมาะสมกับบริบทด้านภาษา ที่ตั้งโครงการ และความต้องการของประชากรเป้าหมาย
    • ความยั่งยืนของโครงการ (sustainability) เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาวะสุขภาพระยะยาว  โดยหาว่าผลกระทบระยะยาวที่ต้องการนั้นคืออะไร จะสนับสนุนโครงการนี้อย่างเป็นขั้นตอนอย่างไร และทรัพยากรที่ต้องการคืออะไร
    • ความสามารถถ่ายโอนหลักฐานไปสู่บริบทอื่น (transferability)  มักเกี่ยวข้องกับวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เช่น ชาติพันธุ์ต่างกัน  การศึกษารายกรณีที่แตกต่างกันไป